การส่งเสริมครูเพื่อแนะแนวการศึกษาต่อและมีงานทำของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในโรงเรียนพื้นที่สูง

ชื่อเรื่องการค้นคว้าอิสระการส่งเสริมครูเพื่อแนะแนวการศึกษาต่อและมีงานทำของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในโรงเรียนพื้นที่สูง
ผู้เขียนวรากรณ์ ปินปา
หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต (การบริหารการศึกษา)
อาจารย์ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระอาจารย์ ดร. ณรงค์ อภัยใจ
ปีที่เผยแพร่2569
วันที่เผยแพร่8 กันยายน 2569

บทคัดย่อ

การศึกษาค้นคว้าแบบอิสระครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการการส่งเสริมครูเพื่อแนะแนวการศึกษาต่อและมีงานทำของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3ในโรงเรียนพื้นที่สูง (2) เพื่อส่งเสริมครูในการแนะแนวการศึกษาต่อและมีงานทำของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในโรงเรียนพื้นที่สูง และ (3) เพื่อประเมินผลการส่งเสริมครูเพื่อแนะแนวการศึกษาต่อและมีงานทำของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในโรงเรียนพื้นที่สูง ผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ ผู้บริหารข้าราชการครูและบุคลากรทางศึกษาโรงเรียนบ้านท่าตาฝั่ง จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินความเหมาะสมของโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ และแบบประเมินความรู้ความเข้าใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการศึกษาพบว่า (1) สภาพปัจจุบันและความต้องการการส่งเสริมครูในการแนะแนวการศึกษาต่อและมีงานทำของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในโรงเรียนพื้นที่สูง โดยรวมมีสภาพปัจจุบันของการส่งเสริมครูเพื่อการแนะแนวอยู่ในระดับน้อย (u= 2.45, =0.57) และเมื่อพิจารณา ความต้องการในการส่งเสริมครูเพื่อการแนะแนวมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด (u = 4.53, = 0.62) (2) การการส่งเสริมครูในการแนะแนวการศึกษาต่อและมีงานทำของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในโรงเรียนพื้นที่สูง ได้พัฒนาอบรมเชิงปฏิบัติการการส่งเสริมครูเพื่อแนะแนวการศึกษาต่อและมีงานทำประกอบด้วยเนื้อหาหลัก 4 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านการเปิดโลกศึกษาต่อและมีงานทำ (2) ด้านการค้นหาตนเองเพื่อศึกษาต่อและมีงานทำ (3) ด้านการเป็นโค้ชวางแผนเส้นทางศึกษาต่อและมีงานทำ (4) ด้านการส่งต่อการศึกษาต่อและมีงานทำ (3) ผลการส่งเสริมครูด้วยโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการการส่งเสริมครูเพื่อแนะแนวการศึกษาต่อและมีงานทำของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในโรงเรียนพื้นที่สูง โดย มีผู้เข้าอบรม จำนวน 11 คน พบว่า คะแนนเฉลี่ยความรู้ความเข้าใจก่อนการอบรมเท่ากับ 8.17 และหลังการอบรมเพิ่มสูงขึ้นเป็น 16.83 มีส่วนต่างของค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 8.17 คะแนน คิดเป็นร้อยละความก้าวหน้าเท่ากับ 43.30