
| ชื่อเรื่องการค้นคว้าอิสระ | การจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบของเดวีส์ เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะการตีแบดมินตัน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 โรงเรียนวัดเจ็ดยอด จังหวัดเชียงใหม่ |
| ผู้เขียน | ณัฐวรรธณ์ เจดีย์วุฒิกุล |
| หลักสูตร | ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต (วิจัยและเทคโนโลยีการจัดการเรียนรู้) |
| อาจารย์ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ | อาจารย์ ดร. เจตนา เมืองมูล |
| ปีที่เผยแพร่ | 2569 |
| วันที่เผยแพร่ | 18 กุมภาพันธ์ 2569 |
บทคัดย่อ
การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความรู้ เรื่อง การตีลูกหน้ามือและลูกหลังมือในกีฬาแบดมินตัน ก่อนและหลังการเรียนรู้ตามรูปแบบของเดวีส์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดเจ็ดยอด จังหวัดเชียงใหม่ 2) เพื่อศึกษาทักษะการตีลูกหน้ามือและลูกหลังมือในกีฬาแบดมินตัน หลังการเรียนรู้ตามรูปแบบของเดวีส์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดเจ็ดยอด จังหวัดเชียงใหม่ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 15 คน ผู้ศึกษาเป็นผู้รวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบของเดวีส์ เพื่อพัฒนาความรู้ และทักษะการตีลูกหน้ามือและลูกหลังมือในกีฬาแบดมินตัน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 5 แผน 2) แบบทดสอบความรู้ เรื่อง การตีลูกหน้ามือและลูกหลังมือในกีฬาแบดมินตัน และ 3) แบบประเมินทักษะการตีลูกหน้ามือและลูกหลังมือในกีฬาแบดมินตัน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์
ผลการศึกษา พบว่า 1) ผลการศึกษาความรู้ เรื่อง การตีลูกหน้ามือและลูกหลังมือในกีฬาแบดมินตัน ก่อนและหลังการเรียนรู้ตามรูปแบบของเดวีส์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดเจ็ดยอด จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 9.07 คะแนน และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 15.47 คะแนน โดยมีความก้าวหน้าของหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนเฉลี่ย 6.40 คะแนน และนักเรียนมีพัฒนาการสัมพัทธ์โดยรวมอยู่ในระดับสูง มีคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ เท่ากับ 56.52 แสดงให้เห็นว่านักเรียนมีพัฒนาการด้านความรู้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนหลังการเรียนรู้ตามรูปแบบของเดวีส์
2) ผลการศึกษาทักษะการตีลูกหน้ามือและหลังมือในกีฬาแบดมินตัน หลังการเรียนรู้ตามรูปแบบของเดวีส์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดเจ็ดยอด จังหวัดเชียงใหม่ นักเรียนมีทักษะการตีลูกหน้ามือในกีฬาแบดมินตัน ภาพรวมด้านการจับไม้แบดมินตันแบบการตีลูกหน้ามือ ด้านท่าทางการยืนและการเตรียมพร้อม และด้านการตีลูกและการพัฒนาความแม่นยำในการตีลูก มีผลการประเมินอยู่ในระดับดีขึ้นไป จำนวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 100.00 ส่วนด้านการเคลื่อนไหวรูปแบบต่าง ๆ และด้านการตีโต้ลูกแบดมินตันแบบหน้ามือ มีผลการประเมินอยู่ในระดับดีขึ้นไป จำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 80.00 ตามลำดับ และนักเรียนมีทักษะการตีลูกหลังมือในกีฬาแบดมินตัน ภาพรวมด้านการจับไม้แบดมินตันแบบการตีลูกหลังมือ และด้านการตีลูกและการพัฒนาความแม่นยำในการตีลูก มีผลการประเมินอยู่ในระดับดีขึ้นไป จำนวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 100.00 ด้านท่าทางการยืนและการเตรียมพร้อม มีผลการประเมินอยู่ในระดับดีขึ้นไป จำนวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 86.67 ด้านการเคลื่อนไหวรูปแบบต่าง ๆ มีผลการประเมินอยู่ในระดับดีขึ้นไป จำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 80.00 และด้านการตีโต้ลูกแบดมินตันแบบหลังมือ มีผลการประเมินอยู่ในระดับดีขึ้นไป จำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 66.67 ตามลำดับ ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบของเดวีส์ช่วยพัฒนาทักษะการตีแบดมินตันของนักเรียนได้เป็นอย่างดี