การใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบจดจำด้วยภาพ เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ วิชาชีววิทยา เรื่องโครงสร้างของเซลล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่

ชื่อเรื่องการค้นคว้าอิสระการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบจดจำด้วยภาพ เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ วิชาชีววิทยา เรื่องโครงสร้างของเซลล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่
ผู้เขียนสราลี คำเป็ง
หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต (วิจัยและเทคโนโลยีการจัดการเรียนรู้)
อาจารย์ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระรองศาสตราจารย์ ดร. พิชญ์สินี ชมภูคำ
ปีที่เผยแพร่2569
วันที่เผยแพร่18 กุมภาพันธ์ 2569

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบจดจำด้วยภาพ เรื่อง โครงสร้างของเซลล์ (2) เพื่อพัฒนาความรู้ เรื่อง โครงสร้างของเซลล์ และ (3) เพื่อศึกษาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ จากการจัดกระบวนการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบจดจำด้วยภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จำนวน 1 ห้อง 35 คน ได้มาด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม รูปแบบงานวิจัยเชิงปฏิบัติการประยุกต์ โดยเครื่องมือวิจัยที่ใช้ศึกษา ได้แก่ (1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบจดจำด้วยภาพ เรื่อง โครงสร้างของเซลล์ (2) แบบทดสอบวัดความรู้แบบปรนัย และ (3) แบบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์แบบอัตนัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ฐานนิยม ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์การแปรผัน t-test (Paired Two Sample for Means) และ Z-test (One Sample Test for Proportion)
ผลการศึกษาพบว่า (1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบจดจำด้วยภาพ เรื่อง โครงสร้างของเซลล์ ที่สร้างขึ้น ประกอบด้วย ชุดที่ 1 การศึกษาสิ่งมีชีวิตด้วยกล้องจุลทรรศน์ ชุดที่ 2 ส่วนประกอบพื้นฐานของเซลล์ และชุดที่ 3 การแบ่งเซลล์ หาประสิทธิภาพเชิงเหตุผลชุดกิจกรรมในภาพรวมอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด (2) หลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบจดจำด้วยภาพ ทดสอบทางสถิติ t-test ด้านความรู้นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ (3) ทดสอบทางสถิติ Z-test ด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ พบว่านักเรียนมากกว่าร้อยละ 60 ของนักเรียนทั้งหมด มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับดีขึ้นไปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01